ดร. เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ

รูปแบบการค้า การสื่อสาร และการทำธุรกรรมต่างๆ ในโลกปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เป็นอันมาก เนื่องจากได้มีการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาเป็นส่วนประกอบในการทำธุรกรรมต่างๆ และมีอิทธิพลมากยิ่งขึ้นทุกวัน
เมื่อพูดถึงเรื่องการซื้อขายสินค้า แน่นอนว่าจะต้องมีเรื่องเงินๆ ทองเข้ามาเกี่ยวข้อง การจ่ายเงินในการซื้อสินค้าในรูปแบบทั่วๆ ไปที่มีกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายเงินสด การจ่ายด้วยบัตรเครดิตหรือบัตร ATM การจ่ายเงินด้วยเช็ค การโอนเงินเข้าบัญชี และอีกหลายวิธี บางวิธีก็สามารถนำมาใช้ได้ทางอินเทอร์เน็ต ในขณะที่บางวิธีก็ใช้ไม่ได้กับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาและทดลองใช้ระบบเงินใหม่ ๆ หลายระบบ โดยอาจจัดกลุ่มของระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ใหญ่ ๆ ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ กลุ่มเงินสดอิเล็กทรอนิกส์และกลุ่มระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์
กลุ่มเงินสดอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Cash หรือ Digital Cash) ยังสามารถแบ่งออกเป็นเงินสดอิเล็กทรอนิกส์ ที่จัดเก็บอยู่ในบัตรที่บรรจุวงจรรวม ซึ่งเรียกว่า “สมาร์ทคาร์ด” (Smart Card) ซึ่งสามารถเติมเงินได้ โดยใช้ได้ในแบบออฟไลน์ (off-line) คือสามารถโอนเงินระหว่างสมาร์ทคาร์ดกับอุปกรณ์พิเศษ
เงินสดอิเล็กทรอนิกส์ เป็นเทคโนโลยีในการเก็บข้อมูลในรูปแบบดิจิตอล สามารถเป็นตัวแทนของมูลค่า (stored value) ซึ่งผู้ถือข้อมูลนั้น ได้ชำระไว้แล้วล่วงหน้า (prepaid) โดยที่ข้อมูลนั้นสามารถนำไปใช้ชำระเงินด้วยวิธีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการชำระค่าสินค้าหรือบริการ ณ จุดขาย (point of sale) หรือเป็นการเปลี่ยนมือจากผู้หนึ่งไปยังอีกผู้หนึ่งโดยผ่านอุปกรณ์บางอย่าง (direct transfer) หรือผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เป็นต้น
แน่นอนว่าจะต้องมีผู้รับรองค่าของเงินสดดิจิตอลเหล่านี้ ตัวอย่างบริษัทที่สร้างเทคโนโลยีเงินสดดิจิตอล เช่น บริษัท DigiCash และ บริษัท CyberCash ได้มีการร่วมมือกับธนาคารและผู้ขายสินค้า เพื่อให้ยอมรับการใช้เงินสดลักษณะนี้ ผู้ที่พิมพ์เงินสดดิจิตอลเหล่านี้ โดยทั่วไปแล้วคือ ธนาคาร โดยธนาคารจะกําหนดหมายเลขของเงินสดดิจิตอลแล้วจึงสามารถนําไปใช้ได้กับร้านค้าหรือบุคคลอื่นๆที่ยอมรับเงินสดดิจิตอลนั้น ผู้รับเงินก็สามารถตรวจสอบความถูกต้องของเงินสดดิจิตอลได้ โดยใช้วิธีการถอดรหัสลายเซ็นดิจิตอลออกมาดู ในระบบการเข้ารหัสแบบนี้ รหัสที่ใช้ในการเซ็นกํากับเงินสดดิจิตอลกับรหัสที่ใช้ในการถอดรหัสเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของเงินนั้นเป็นคนละตัวกัน จึงไม่ต้องห่วงว่าจะมีผู้อื่นถอดรหัส
CyberCash ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 1994 ลักษณะการให้บริการของ CyberCash จะอิงอยู่กับการใช้บัตรเครดิตของผู้ซื้อสินค้า เมื่อผู้ซื้อสินค้าต้องการใช้บริการของ CyberCash ก็ต้องดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ของ CyberCash มาไว้ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ก่อน หลังจากนั้นผู้ซื้อสินค้าจะเลือกรายการของสินค้าที่ต้องการซื้อจากเว็ปไซต์ของร้านค้า ผู้ซื้อสินค้าจะใช้ซอฟแวร์ของ CyberCash ในการป้อนรายการสินค้า ชนิดของบัตรเครดิตที่ใช้ชำระเงิน และหมายเลขบัตรเครดิต จากนั้นข้อมูลต่างๆ จะถูกเข้ารหัสด้วยการกำหนดกุญแจรหัสของผู้ซื้อเอง
บริษัท DigiCash ตั้งขึ้นมาเมื่อปี 1990 เป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงทางด้านรูปแบบของเงินอิเล็กทรอนิกส์ อยู่ในประเทศเนเธอร์แลนด์ แต่เดิมบริการของบริษัท DigiCash ก็คือ บัตร smart card และซอฟต์แวร์จัดการเงินอิเล็กทรอนิกส์ ในขณะที่ปัจจุบันบริษัท DigeCash ไม่ได้เป็นผู้ควบคุมการออกเงินอิเล็กทรอนิกส์ เป็นแต่เพียงผู้จัดหาซอฟต์แวร์บริการให้กับธนาคารที่เป็นผู้ออกเงินอิเล็กทรอนิกส์อีกทอดหนึ่ง และให้กับลูกค้าของธนาคารที่ต้องการใช้ระบบ DigiCash โดยที่รายได้ของบริษัท DigiCash จะได้มาจากค่าธรรมเนียมรายเดือน และค่าธรรมเนียมในการแปลงเงินสดเป็นเงินอิเล็กทรอนิกส์ในแต่ละครั้ง
ผู้ที่ต้องการซื้อสินค้าด้วยเงินอิเล็กทรอนิกส์ของ DigiCash ที่เรียกว่า e-cash จะต้องติดต่อขอเปิดบัญชีกับธนาคารที่ให้บริการออกเงินอิเล็กทรอนิกส์ e-cash โดยการนำเงินสดไปฝากไว้กับธนาคาร เมื่อธนาคารได้รับคำสั่งจากลูกค้าให้มีการแปลงเงินสดไปเป็นเงินอิเล็กทรอนิกส์ ธนาคารจะส่งเงินอิเล็กทรอนิกส์มาให้กับลูกค้า เพื่อเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของลูกค้าเอง โดยที่การรับคำสั่งและส่งเงินนั้นจะมีการเข้ารหัสที่ซับซ้อน เพื่อความปลอดภัยในการส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เมื่อลูกค้าของธนาคารต้องการซื้อสินค้าจากร้านค้าในอินเทอร์เน็ตที่รับชำระด้วยระบบ DigiCash ร้านค้าจะได้รับชำระเงินจากลูกค้าด้วยเงินอิเล็กทรอนิกส์และจะตรวจสอบว่าเงินนั้นสามารถใช้ชำระสินค้าได้จริงหรือไม่ โดยการตรวจสอบรหัสบางอย่างในเงินอิเล็กทรอนิกส์ก้อนนั้น แต่ร้านค้าจะไม่มีทางรู้ว่าเงินอิเล็กทรอนิกส์ก้อนนั้นๆ ใครเป็นเจ้าของ เปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือนกับเงินสดที่เราใช้ซื้อสินค้า ซึ่งจะไม่มีอะไร ที่แสดงบนธนบัตรหรือเหรียญว่าเราเป็นเจ้าของนั่นเอง
หลังจากที่ร้านค้าได้ตรวจสอบรหัสในเงินอิเล็กทรอนิกส์ก้อนนี้กับธนาคารที่เป็นผู้ออกเงินเรียบร้อยแล้ว ธนาคารก็จะแปลงเงินอิเล็กทรอนิกส์กลับไปเป็นเงินสด แล้วโอนเข้าบัญชีร้านค้าต่อไป ซึ่งจะเห็นว่า ลักษณะของ DigiCash จะเป็นแบบ debit payment ซึ่งไม่เหมือนกับระบบของ CyberCash ที่เป็นลักษณะ credit payment
ปัญหาสำคัญก็คือ การไม่มีมาตรฐานที่เข้ากันได้ระหว่างเทคโนโลยีเงินสดดิจิตอลต่างๆ ซึ่งผู้ใช้เงินสดดิจิตอลของค่ายหนึ่ง ยังไม่สามารถที่จะแลกเปลี่ยนกับเงินสดค่ายอื่นได้อย่างอิสระ นอกจากนี้ก็ยังมีปัญหาที่ผู้บริโภคจะไม่สามารถที่จะแลกเปลี่ยนกับเงินสดค่ายอื่นได้อย่างอิสระ นอกจากนี้ก็ยังมีปัญหาที่ผู้บริโภคจะต้องใช้ในการทำความเข้าใจ และให้ความไว้วางใจกับเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างเงินสดดิจิตอลอีกด้วย ในอนาคตปัญหาเรื่องมาตรฐานอาจได้รับการแก้ไขในที่สุด โดยบริษัทเทคโนโลยีเงินสดดิจิทัล 30 แห่งได้เริ่มทำความตกลงที่จะวางมาตรฐานร่วมกันเพื่อให้เงินสดดิจิตอลรูปแบบต่างๆใช้งานร่วมกันได้
ในอนาคตอาจจะไม่มีการพกกระเป๋าสตางค์กันอีกต่อไป ไม่มีการใช้เงินสด ไม่มีบัตรเครดิต ไม่มีบัตรประจำตัวประชาชนและใบขับขี่อีกต่อไป ข้อมูลทางกายภาพอาจจะถูกเก็บไว้ที่ส่วนกลาง (อาจจะเป็นภาครัฐ) และข้อมูลบางส่วนก็ถูกเก็บไว้ที่บริษัทที่ให้บริการต่างๆ เช่น ข้อมูลทางการเงินก็จะถูกเก็บไว้ที่ธนาคาร ข้อมูลทางสุขภาพก็ถูกจัดเก็บไว้ที่โรงพยาบาล เป็นต้น เวลาซื้อสินค้าหรือบริการ ก็จะใช้ลักษณะทางกายภาพ เช่น ม่านตา หรือลายนิ้วมือ ในการชำระค่าสินค้าและบริการ