สรุป การอภิปรายทางวิชาการ เรื่อง “เขตประโยชน์ทับซ้อน ไทย-ประเทศเพื่อนบ้าน”
โดย พลเรือเอกถนอม เจริญลาภ และศาสตราจารย์ ดร.สมปอง สุจริตกุล
ดำเนินรายการโดย พลเรือโทประทีป ชื่นอารมณ์
วันเสาร์ที่ 2 สิงหาคม 2551 เวลา 13.00 – 16.00 น.
เนื้อหาหลักใหญ่ในการอภิปรายทางวิชาการเรื่อง “เขตประโยชน์ทับซ้อน ไทย-ประเทศเพื่อนบ้าน” นั้น พล.ร.อ.ถนอมกล่าวว่า ในเขตประโยชน์ทับซ้อนไทย-กัมพูชาในพื้นที่ทางทะเลบริเวณอ่าวไทย จากการลากเส้นแบ่งเขตแดนของทั้ง 2 ประเทศมีจุดที่ตรงกัน โดยกัมพูชาไม่ได้บอกว่าเกาะกูดเป็นของเขา แต่เกาะกูดตั้งล้ำเข้าไปในทะเลของกัมพูชา ซึ่งบริเวณเกาะกูดอยู่ติดกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลของไทยและกัมพูชา โดยมีทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ เป็นจำนวนมาก และมีการพยายามเจรจากันหลายครั้ง โดยเมื่อฝ่ายไทยเสนอแนวทางการเจรจา แต่ทางกัมพูชาก็ไม่เห็นด้วย อ้างว่าจะใช้เวลาเจรจานานมาก ซึ่งกัมพูชาต้องการแสวงประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันตลอดพื้นที่ทับซ้อน โดยเสนอข้อเสนอแบ่งประโยชน์ร่วมกันกับไทย 50 ต่อ 50 แต่ไทยเห็นว่าพื้นที่เกาะกูดของไทยมีทรัพยากรจำนวนมากกว่าจึงขอลดสัดส่วนการแบ่งผลประโยชน์ ดังนั้นเมื่อทั้ง 2 ฝ่ายมีจุดยืนต่างกันมาก หากจะมีการเจรจาหัวหน้าคณะเจรจาทั้ง 2 ฝ่าย โดยกำหนดว่าหากภายใน 5-10 ปีแล้วยังไม่ประสบความสำเร็จ ทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องหารือกันอีกครั้งว่าจะเหมาะสมหรือไม่ที่จะร่วมกันใช้บริการศาลโลก ซึ่งไม่ได้หมายความว่าต้องทะเลาะกัน
ทางด้านนายสมปองกล่าวว่า แต่ตามข้อเท็จจริงเรื่องเกาะกูดไม่น่าจะมีปัญหา เพราะ ตามอนุสัญญากฎหมายทะเล 1982 แม้ว่ากัมพูชาจะลากเส้นในภายหลังเข้ามากินพื้นที่เกาะกูด แต่ตามสัญญาต้องขอความยินยอมจากไทย ซึ่งการกระทำของกัมพูชาเป็นเรื่องผิดประเพณี และประเทศฝรั่งเศสก็ไม่กล้าลากเส้นดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ การเจรจาบนเขตแดนบริเวณทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมาก ส่วนใหญ่เราจะเสียเปรียบบริษัทเอกชนผู้ได้รับสัมปทานเข้าไปสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ เพราะเราไม่รู้เขาให้ข้อมูลเราถูกต้องหรือไม่ พื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร ตนไม่เคยเชื่อถือแผนที่ของกัมพูชา เพราะนำมาจากแผนที่ 1 ต่อ 200,000 และไทย ได้กำหนดให้บริเวณเขาปราสาทเขาพระวิหารไปให้กัมพูชาเท่านั้น ยืนยันว่าพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นของไทย การที่ภริยาสมเด็จฮุน เซน ผู้นำกัมพูชาเดินทางมาบวงสรวงที่ปราสาทพระวิหาร ถือว่าใช้อำนาจอธิปไตยของไทย คือถ้าไม่ได้รับอนุญาตของไทยเขาก็คงจะขึ้นเขาไม่ได้ เพราะเส้นแบ่งเขตแดน นอกจากจะแบ่งบริเวณพื้นดิน และยังแบ่งพื้นที่ในอากาศด้วย รวมทั้งในการตัดสินของศาลโลกก็วินิจฉัยให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชาเท่านั้น ไม่ได้วินิจฉัยแผนที่ที่กัมพูชาอ้างถึงเลย
นายสมปองยังกล่าวอีกว่า ปัญหาเขตแดนอยู่กับเราอีกนาน ปัญหาปราสาทพระวิหารเป็นปัญหาที่คั่งค้างคาใจ ศาลโลกไม่ได้ระงับปัญหาแม้ที่ตัดสินแล้วแต่ยังมีข้อเคลือบแคลง แต่การขึ้นมรดกโลกปราสาทเขาพระวิหารคงชะงักไปพักหนึ่ง เพราะต้องได้รับความเห็นชอบจากไทย โดยไทยต้องไม่นำพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรไปบรรณาการให้แก่สมเด็จฮุน เซนปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชาไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ปราสาทพระวิหารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลประโยชน์ทางทะเลที่เป็นพื้นที่ทับซ้อน โดยกัมพูชากำลังผูกสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา โดยสิ่งที่ยืนยันได้ก็คือ ขณะนี้มีเรือรบสหรัฐซึ่งมีอานุภาพมากเหนือกว่าเรือรบไทยทุกลำมาจอดเทียบท่าที่กัมปงโสม การที่สหรัฐทำเช่นนี้นั้นเป็นยุทธศาสตร์การบุกยึดชิงพื้นที่โดยใช้กองเรือเป็นทัพหน้าอย่างเช่นสงครามอ่าวเปอร์เซีย เป็นต้น “เรื่องนี้มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากเป็นเพราะมีผลประโยชน์ด้านพลังงาน จึงเป็นหน้าที่ของผู้นำประเทศไทยที่จะต้องตระหนักว่า เรากำลังเผชิญหน้ากับประเทศที่มุ่งมาตักตวงผลประโยชน์จากภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะตักตวงทรัพยากรพลังงานจากกัมพูชา”
นอกจากนี้ยังมีเขตแดนที่มีปัญหาอีกคือเขตชายแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศลาว ตรงบริเวณแม่น้ำโขง เนื่องจากตามหลักสากลให้ยึดเอาท้องน้ำที่ลึกที่สุด(ท้องน้ำที่ลึกที่สุดจะอยู่บริเวณกลางแม่น้ำ) เป็นเขตแดนแบ่งระหว่างประเทศ แต่ท้องน้ำที่ลึกที่สุดของแม่น้ำโขงได้เข้ามาประชิดบริเวณประเทศไทยมากขึ้น ทำให้ในหลักทางสากลเราเสียดินแดนทางแม่น้ำโขงให้แก่ประเทศลาว
ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะยังคงเป็นปัญหาของเราชาวไทยทุกคน โดยถ้าเราไม่สนใจและไม่รักษาสิทธิประโยชน์ของเราไว้ในตอนนี้ ปัญหาดังกล่าวก็จะส่งต่อไปให้คนรุ่นหลังของเราอีก โดยอาจจะนำมาซึ่งความขัดแย้งระหว่างประเทศจนต้องใช้กำลังทางทหารเข้าแก้ไข ซึ่งเราทุกคนเองก็ไม่อยากมีใครเห็นการนองเลือดอย่างแน่นอน

ความเห็นล่าสุด